ผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ความคิดคือ ความฝันเมื่อยามตื่น ความฝันคือ ความคิดเมื่อยามหลับ”
เพียงแค่ลืมตาตื่นขึ้นมา ในหัวของเราก็เริ่มแล่นไปสู่การวางแผนในอนาคต เอ...วันนี้เราจะต้องทำอะไรบ้างนะ หรือทบทวนเรื่องราวในอดีต เฮ้อ...เมื่อวานเขาไม่น่าทำอย่างนั้นกับเราเลย เราเริ่มวิ่งเข้าหาข่าวสารข้อมูลด้วยความคุ้นชิน หยิบหนังสือพิมพ์อ่านข่าวล่าสุด เปิดคอมพิวเตอร์เช็คอีเมล เปิดทีวีดูรายการข่าวและบันเทิง ออกจากบ้านก็พบเจอป้ายโฆษณาที่กำลังบอกข้อมูลสินค้าชั้นดี พอเริ่มต้นทำงานหรือเรียน ก็ต้องคิดแก้ปัญหาและเรียนรู้ ตกเย็นเหนื่อยเหลือเกิน ดูหนังดูละครดีๆ สักเรื่องเติมเต็มความหมายหรือความสุขที่หายไป คุยหรือสังสรรค์กับเพื่อนดับความเหงาในใจ จนกระทั่งเข้านอนหลับตาลงเพื่อพบว่า ภาพและเรื่องราวต่างๆ ยังคงโลดแล่นในหัวจนผล็อยหลับ พลันวาบฝันก็เริ่มปรากฏ บางครั้งฝันนั้นน่ากลัว บางครั้งฝันนั้นน่าหัว บางครั้งฝันนั้นเติมเต็ม บางครั้งฝันนั้นรื้อฟื้น เรื่องแล้วเรื่องเล่า จนตื่นขึ้นมาเพื่อพบกับวันใหม่ในโลกเดิม
ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ชีวิตของเราหลงอยู่ในวังวนของความคิดและความฝันที่ไม่มีวันจบสิ้น คำกล่าวของผู้รู้ท่านนั้นช่างน่าสนใจ ราวกับว่าท่านรู้จักกับบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคุ้นชินของเราในยุคข่าวสารข้อมูล
ผู้รู้ท่านนั้นอธิบายต่อไปว่า “เรามักรู้เรื่องที่คิด แต่ไม่รู้ว่ากำลังหลงคิด”
คำถามคือ ขณะนี้เรากำลังหลงคิดอยู่หรือเปล่า
บางคนอาจตอบว่า เปล่านี่ เราก็รู้อยู่นี่ว่าเราคิดอะไร ไม่ได้หลงไปสักหน่อย แต่หากพิจารณาดูให้ดีจะพบว่า การรู้ว่าเราคิดอะไร คือสิ่งที่ท่านบอกว่า “เรามักรู้เรื่องที่คิด” นั่นอาจหมายความว่า เรากำลังหลงคิดอยู่โดยไม่รู้ตัว
ในเมื่อ “รู้เรื่องที่คิด” ไม่ใช่คำตอบ บางคนอาจคิดต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นก็ตัดปัญหาเสียตั้งแต่ต้น คือ เลิกคิดไปเสีย จะได้ไม่ต้องวนเวียนอยู่ในโลกของความคิดความฝัน อืม...ก็อาจจะใช่นะ แต่ เอ...ถ้าเลิกคิดแล้ว เราจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร คนที่คิดไม่ทันกลับตกเป็นผู้ถูกเอาเปรียบจากคนที่ชอบคิดใหม่ทำใหม่ แล้วโลกที่มันวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะคนเราทำอะไรไม่รู้จักคิด ทำตามอารมณ์อยากได้ไม่อยากได้ ชอบไม่ชอบหรอกหรือ
ถ้าคำตอบไม่ได้อยู่ที่ “รู้เรื่องที่คิด” หรือ “เลิกคิด” แล้วคำตอบอยู่ที่ไหน
เมื่อพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้งต่อปรากฏการณ์ “รู้เรื่องที่คิด” เราจะพบว่า “เรื่อง” เป็นสิ่งที่ถูกรู้ โดยมี “ความคิด” เป็นผู้ไปรู้เข้า “ความคิด” ในฐานะผู้รู้ จึงไม่สามารถกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ได้ด้วยตัวมันเอง เปรียบเสมือนปลาในน้ำที่รู้ว่ามีอะไรอยู่บ้างในน้ำ แต่ไม่รู้การมีอยู่ของน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น เราอยู่ในความคิด แต่เราไม่รู้การมีอยู่ของความคิด หรือ “ไม่รู้ว่ากำลังหลงคิด” นั่นเอง
ในปรากฏการณ์ “รู้เรื่องที่คิด” มี “เรื่อง” เป็นสิ่งที่ถูกรู้ และ “ความคิด” เป็นผู้รู้ กุญแจสำคัญอยู่ที่การแปรเปลี่ยนให้ “ความคิด” กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้อีกชั้นหนึ่ง เปรียบเสมือนปลาที่กระโดดเหนือพ้นน้ำ แม้เพียงชั่วขณะ แต่ก็ทำให้รู้จักการมีอยู่ของน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น หากเรากระโดดเหนือพ้นคิด แม้เพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ทำให้รู้จักการมีอยู่ของความคิด และเปิดพื้นที่ความเป็นไปได้ต่อการรู้ว่า “กำลังหลงคิด”
จากการพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้งข้างต้น เราพบว่า คำตอบไม่ใช่ทั้ง “รู้เรื่องที่คิด” หรือ “เลิกคิด” แต่อยู่ที่ “พ้นคิด”
ย่อให้สั้นลงก็คือ ไม่ใช่ทั้ง “รู้เรื่อง” หรือ “ไม่รู้เรื่อง” แต่อยู่ที่แยก “รู้” ออกจาก “เรื่อง”
หากแยก “รู้” ออกจาก “เรื่อง” ได้ เราจะได้ความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกประการคือ ความสามารถในการเลือก “เรื่อง” ที่จำเป็นต้องคิด และ “เรื่อง” ที่ไม่จำเป็นต้องคิด ช่วยให้การคิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความสามารถในการกรองเอาความคิดที่ไม่จำเป็นออกไป ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างมีความสุขมากขึ้นด้วย เพราะไม่ตกอยู่ในวังวนแห่งความคิดและความฝัน
แล้วเราจะแยก “รู้” ออกจาก “เรื่อง” ได้อย่างไร เราจะ “กระโดด” เหนือพ้นคิดได้อย่างไร เป็นคำถามที่บทความชิ้นนี้ขอทิ้งท้ายไว้ และหวังเพียงว่าท่านจะรับคำถามนี้เข้าไปในหัวใจ
วันศุกร์, ธันวาคม 15, 2006
วันอังคาร, ตุลาคม 03, 2006
ธรรมะจากหลวงพ่อปราโมทย์
การแสดงธรรม ณ วันที่ 9 กรกฏาคม 2549 (แผ่นที่ 12)
ตอนที่ 1:
ตอนที่ 2:
(เชื่อมไฟล์เสียงมาจาก www.wimutti.net)
ตอนที่ 1:
ตอนที่ 2:
(เชื่อมไฟล์เสียงมาจาก www.wimutti.net)
วันอาทิตย์, ตุลาคม 01, 2006
กระบวนการแก้เงา 3-2-1
กระบวนการบำบัดรักษาทางจิตที่กลุ่ม Integral Institute พัฒนาขึ้นเรียกว่า "กระบวนการแก้เงา 3-2-1" (3-2-1 Shadow Work Process) ผมต้องใช้เวลากว่าปีถึงจะค่อยๆย่อยประสบการณ์และความเข้าใจที่เกิดขึ้นภายหลังจากผ่านกระบวนการดังกล่าวมา จนตอนนี้ความเข้าใจก็ค่อยๆตกผลึกมากขึ้น
"กระบวนการแก้เงา 3-2-1" เป็นการตีความใหม่ของเคน วิลเบอร์จากแนวจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์และจิตพลวัตของยุง โดยอธิบายว่า กระบวนการเกิดเงาภายในใจของบุคคล เกิดจากกระบวนการปฏิเสธดังนี้
การปฏิเสธขั้นมุมมองบุคคลที่ 1: เมื่อความรู้สึกอันเจ็บปวดเกิดขึ้นภายในจิตใจ บุคคลปฏิเสธความรู้สึกนั้นออกไปจากตัวตน
การปฏิเสธขั้นมุมมองบุคคลที่ 2: บุคคลต่อรองกับความรู้สึกอันเจ็บปวดนั้น เป็นขั้นตอนที่ความรู้สึกเจ็บปวดแยกขาดจากตัวตน
การปฏิเสธขั้นมุมมองบุคคลที่ 3: บุคคลผลักไสความรู้สึกอันเจ็บปวด กีดกันความรู้สึกอันเจ็บปวดออกไป การต่อรองไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป (ความรู้สึกอันเจ็บปวดหลบซ่อนอยู่เงามืดของจิตใจที่เรียกว่า "จิตไร้สำนึก")
กระบวนการแก้เงาภายในใจจึงอาศัยกระบวนการย้อนกลับ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการยอมรับ โดยมีขั้นตอนดังนี้
การยอมรับขั้นมุมมองบุคคลที่ 3: นำพาบุคคลให้เข้าเผชิญกับความรู้สึกอันเจ็บปวด ผ่านการระบุและเล่าถึงเหตุการณ์ บุคคล หรือเรื่องราวที่สร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจ
การยอมรับขั้นมุมมองบุคคลที่ 2: เปิดโอกาสให้บุคคลได้พูดคุยกับความรู้สึกอันเจ็บปวด อนุญาตให้เสียงแห่งความรู้สึกอันเจ็บปวดได้พูดคุยกับบุคคล
การยอมรับขั้นมุมมองบุคคลที่ 1: บุคคลกลับคืนสู่ความรู้สึกอันเจ็บปวด และยอมรับความรู้สึกอันเจ็บปวดนั้นเป็นหนึ่งในตัวตน
ด้วยกระบวนการนี้เคน วิลเบอร์และกลุ่ม Integral Institute เชื่อว่าจะช่วยเยียวยารักษาความทุกข์อันเกิดจากเงาภายในใจได้
"กระบวนการแก้เงา 3-2-1" เป็นการตีความใหม่ของเคน วิลเบอร์จากแนวจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์และจิตพลวัตของยุง โดยอธิบายว่า กระบวนการเกิดเงาภายในใจของบุคคล เกิดจากกระบวนการปฏิเสธดังนี้
การปฏิเสธขั้นมุมมองบุคคลที่ 1: เมื่อความรู้สึกอันเจ็บปวดเกิดขึ้นภายในจิตใจ บุคคลปฏิเสธความรู้สึกนั้นออกไปจากตัวตน
การปฏิเสธขั้นมุมมองบุคคลที่ 2: บุคคลต่อรองกับความรู้สึกอันเจ็บปวดนั้น เป็นขั้นตอนที่ความรู้สึกเจ็บปวดแยกขาดจากตัวตน
การปฏิเสธขั้นมุมมองบุคคลที่ 3: บุคคลผลักไสความรู้สึกอันเจ็บปวด กีดกันความรู้สึกอันเจ็บปวดออกไป การต่อรองไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป (ความรู้สึกอันเจ็บปวดหลบซ่อนอยู่เงามืดของจิตใจที่เรียกว่า "จิตไร้สำนึก")
กระบวนการแก้เงาภายในใจจึงอาศัยกระบวนการย้อนกลับ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการยอมรับ โดยมีขั้นตอนดังนี้
การยอมรับขั้นมุมมองบุคคลที่ 3: นำพาบุคคลให้เข้าเผชิญกับความรู้สึกอันเจ็บปวด ผ่านการระบุและเล่าถึงเหตุการณ์ บุคคล หรือเรื่องราวที่สร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจ
การยอมรับขั้นมุมมองบุคคลที่ 2: เปิดโอกาสให้บุคคลได้พูดคุยกับความรู้สึกอันเจ็บปวด อนุญาตให้เสียงแห่งความรู้สึกอันเจ็บปวดได้พูดคุยกับบุคคล
การยอมรับขั้นมุมมองบุคคลที่ 1: บุคคลกลับคืนสู่ความรู้สึกอันเจ็บปวด และยอมรับความรู้สึกอันเจ็บปวดนั้นเป็นหนึ่งในตัวตน
ด้วยกระบวนการนี้เคน วิลเบอร์และกลุ่ม Integral Institute เชื่อว่าจะช่วยเยียวยารักษาความทุกข์อันเกิดจากเงาภายในใจได้
วันอังคาร, กันยายน 26, 2006
วันอังคาร, พฤษภาคม 02, 2006
แล้วเธอก็มา blog
เธอ...เป็นนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษา
เธอ...ทำงานด้านการดูแลจิตใจให้กับเด็กๆที่ประสบภัยสึนามิ
เธอ...มีอะไรจะแบ่งปันให้เราได้เรียนรู้อีกเสี้ยวหนึ่งของชีวิตนักจิตวิทยาที่ติดอยู่กับพื้นที่
ผ่านสายตาของเธอ ผ่านเรื่องราวของเด็กๆ ผ่านความรักและประสบการณ์จริง
พบกับเธอคนนี้ที่มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ "อภิฤดี" ได้ใน counselor's life
เธอ...ทำงานด้านการดูแลจิตใจให้กับเด็กๆที่ประสบภัยสึนามิ
เธอ...มีอะไรจะแบ่งปันให้เราได้เรียนรู้อีกเสี้ยวหนึ่งของชีวิตนักจิตวิทยาที่ติดอยู่กับพื้นที่
ผ่านสายตาของเธอ ผ่านเรื่องราวของเด็กๆ ผ่านความรักและประสบการณ์จริง
พบกับเธอคนนี้ที่มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ "อภิฤดี" ได้ใน counselor's life
วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 09, 2006
สู่ค่ำคืนอันมืดมิด
ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา จิตผมเริ่มตื่นขึ้นมารู้สึกตัวบ่อยขึ้นๆ การตื่นขึ้นมาหนึ่งครั้ง ถือเป็นการเก็บข้อมูลความจริงของ "ฉัน" หนึ่งครั้ง การตื่นขึ้นเป็นเพียงชั่วขณะ ตื่นแล้วก็จะหลับไหล จมไปในเรื่องราวของโลกอีก จนเมื่อจิตตื่นขึ้นมาใหม่ จึงได้เก็บข้อมูลของความจริงอีกหนึ่งครั้ง
เมื่อเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ก็จะพบความจริงที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ แต่ความลึกซึ้งขึ้นไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ จริงๆแล้วยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งลึกยิ่งโดดเดี่ยว
ตั้งแต่หลังปีใหม่มา จิตผมเข้าสู่ช่วง "ค่ำคืนอันมืดมิด" เป็นคืนเดือนมืดที่ปล่อยภูตผีปีศาจที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในมาแสนนาน มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับ "นรกแตก"
นั่นคือ กิเลสในใจผมที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็น ต่างพากันโผล่ออกมาให้เห็นกันเป็นกองทัพ ผมรู้สึกเหมือนว่า ผมไม่เคยรู้จักตัวตนนี้ของผมเลย มันทำให้ผมเห็นตัวเองใหม่ ว่ามีด้านมืดได้มากมาย
มากมายจนละอายและขยาดกลัว...
ต่อมาเมื่อเจริญสติรู้สึกตัวต่อไป เก็บข้อมูลต่อไป ก็ยิ่งพบว่า ทั้งวันทั้งคืน จิตเราตกไปอยู่ในฝ่ายอกุศลอยู่เรื่อย ขณะแล้วขณะเล่า กิเลสก็เอาไปกิน จนถึงจุดหนึ่งมันเบื่อ เซ็งตัวเอง "แม่ง! มีแต่กิเลส" จิตมันก็เริ่มดิ้นๆๆๆ หาทางว่าจะทำอย่างไร แต่ดูก็เห็นอีกว่า ไอ้การพยายามหาทางทำอะไร นั่นก็ กิเลส! จะหันหน้าไปทางไหน ตัวมันเองก็สร้างทุกข์ ยิ่งดูก็ยิ่งเบื่อ จนถึงจุดหนึ่ง มันเบื่อจนเลิกปฏิบัติไปเลย ผมหนีไปนอน หนีไปเล่นเกม หนีไปเล่นเน็ต อยู่สองสามวัน
เข้าวันที่สี่โชคดีที่เพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัดชวนไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์ เราก็ไปทั้งๆที่ยังรู้สึกขี้เกียจปฏิบัติ คืนก่อนจะไปยังเล่นเน็ตยันตีสองเลยทั้งๆที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า
ผมได้เข้าไปกราบถามท่านตอนก่อนจะกลับและ้เล่าให้ท่านฟังถึงสภาวะจิตที่เกิดขึ้น...
หลวงพ่อ: "ใช้หลักนี้นะ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นน่ะ ดูลูกเดียวเลย มันจะเบื่อก็ช่างมัน มันจะขี้เกียจก็ช่างมัน เบื่อก็รู้ว่าเบื่อ ขี้เกียจก็รู้ว่าขี้เกียจ ไม่เลิกอะ นะอย่าเลิกนะ ดูลูกเดียว"
เอ๋: "แต่มันเห็นเหมือนที่หลวงพ่อบอกด้วยนะครับว่า ธรรมะมันเป็นคู่ และพอเป็นคู่...พอมันจะหนีทางนี้ มันก็จะ (เป็นการ) หนีอยู่ดี มันไม่พ้นเพราะว่ากระบวนการจะหนีนั่นน่ะคือการทุกข์ของมันเอง"
หลวงพ่อ: "ใช่ มันก็ปรุงของมันไปเรื่อยๆ"
เอ๋: "จนมันเบื่อ"
หลวงพ่อ: "เอ่อนะ ให้มันเบื่อไป เบื่อไปน๊า เรารู้สึกมั๊ยเราพยายามหาทางออก... สู้ไป สู้ไปจนสุดฤทธิ์สุดเดชเลย แล้วมันค่อยได้ธรรมะเอง แต่ไม่ใช่เลิกนะ ถ้าเลิกแล้วเสียโอกาส"
...(ผมพล่ามไปเรื่อยอีกสักพัก)...
หลวงพ่อ: "ต้องดูไปเรื่อย ไม่มีทางทำอะไรหรอก แต่ว่าเวลาปฏิบัติ พอใจมันแห้งแล้งมากๆนะ เหน็ดเหนื่อยมากๆ จิตมันต้องทำสมถะ ต้องพัก เพราะจิตก็ต้องพักเหมือนกัน นะ ตอนนี้จิตมันแห้งแล้งไป ทำไมมันเดินแบบแห้งแล้งหล่ะ สุกขวิปัสสกะ มันแบบแห้งแล้งน่ะ (หัวเราะพร้อมกัน) ก็เลือกเดินทางนี้นี่ ก็เดินแบบแห้งแล้งไปเรื่อย ล้มลุกคลุกคลาน แต่มันไปได้เหมือนกัน เหมือนคนเดินทางไกลนะ คนนึงพอตกค่ำก็เจอโรงแรมนอน อาบน้ำกินข้าว นอนสบาย อีกคนนึงนอนอยู่ข้างป่าข้างถนน มันไปถึงเหมือนกันนะ แต่ทุลักทุเลไม่เท่ากัน"
เอ๋: "แล้ววิถีนี้มันเปลี่ยนกันได้มั๊ยครับ หรือว่ามันเป็นของมันเอง"
หลวงพ่อ: "มันเป็นนิสัย... ก็หาทางทำอะไรให้จิตใจได้พักผ่อนบ้าง เช่นอ่านหนังสือธรรมะที่ร่าเริงใจ อ่านพระสูตรบางอันแล้วร่าเริงใจ ได้ความชุ่มชื่นนะ ทำอะไรไม่ไหวจริงๆ ง่ายๆเลย ไปหาอาหารไปเลี้ยงปลา ตามวัดเค้ามีวังมัจฉานะ ซื้ออาหารให้ปลากิน มีความสุข ดูไปจิตใจได้สงบสุข ทำทานแล้วมีความสุข พอให้อาหารไป พอปลาตัวโตๆมาแย่งกินหมดเลยนะ ตัวเล็กไม่ได้กินเลย โทสะเกิดแล้ว วิญญาณยมบาลเข้าิสิง รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม...โมโห โมโหแล้วรู้ว่าโมโห"
ผู้หญิงท่านหนึ่ง: "หลวงพ่อคะ เวลาจิตมันเิดินเองเป็นอัตโนมัติเนี่ย แสดงว่าเราไม่ได้มีการกระทำอะไร"
หลวงพ่อ: "เราไม่ได้ทำนะ"
ผู้หญิงท่านหนึ่ง: "แล้วทำไมมันถึงเหนื่อยได้"
หลวงพ่อ: "ธรรมะมันมีหลายสเต๊ป เราคุยกับคนนี้ ก็ี้ (อย่างหนึ่ง) แต่ถ้ามันอัตโนมัติจริงๆนะมันสบาย ถึงจุดหนึ่งมันต้องการพัก มันก็เข้าไปพักของมันเอง อย่างเราดูจิตอยู่เนี่ย เวลาที่มันต้องการพักนะ มันก็เข้าไปอยู่กับความว่าง มันสว่าง ว่างๆ พักผ่อนนะ พอออกมาจากตรงนั้น ก็ออกมาเจริญสติเจริญปัญญาต่อ มันต้องมีที่พักเหมือนกัน..."
ท่านหันมามองทางผมแล้วบอกว่า
หลวงพ่อ: "มีจิตอยู่สองดวงที่ใช้ทำสมถะ 'อากาสานัญจายตนะจิต' กับ 'อากิญจัญญายตนะจิต' เคยเรียนอภิธรรมหรือเปล่า"
เอ๋: "เคยครับ"
หลวงพ่อ: "เอ่อน๊า มันมีอยู่สองตัว เวลาเราดูจิตไป ถ้าเราดูความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนี่เราเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราต้องการพัก เราก็ให้จิตหยุดอยู่กับความว่าง รู้สึกมั๊ยเวลาหลับตาเนี่ย มีความว่างๆ ไม่มีอะไร ก็เข้าไปอยู่ที่ตรงนั้น"
เอ๋: "คือผมไม่เข้าไปตรงนั้นเพราะว่า รู้สึกว่ามันจะไปหลบ"
หลวงพ่อ: "เออ มันจะไปหลบ มันเป็นที่หลบ มันเป็นที่นอน"
เอ๋: "แต่ก็ไม่เป็นไรใช่มั๊ยครับ"
หลวงพ่อ: "ถ้าทำงานแล้ว มันก็เข้าไปนอน น๊้า ถ้าไม่นอนเลยมันจะเหนื่อย แต่พอนอนมามันจะขี้เกียจ ตอนเีนี่ยจะไม่ยอมออกมา"
...มีคนอื่นเข้ามาพูดคุยกับท่านต่อสักพัก ท่านก็ให้กลับเพราะมีพระมาจากไต้หวันมากราบท่าน เมื่อคนอื่นลากลับไปผมก็ยังนั่งอยู่ต่อ (ใจมันยังไม่เสร็จ)...
หลวงพ่อ: "เอ๋ดีแล้วนะเอ๋ เอ๋ดูไปเรื่อยๆนะ"
เอ๋: "หลวงพ่อครับ ขอถามต่ออีกนิดนึงครับ ...(พูดปะติปะต่อไม่ได้ใจความไปสักพัก ค่อยเข้าเรื่อง)... คือที่หลวงพ่อแนะนำว่า ให้เข้าไปที่... ให้เข้าไปพักที่ความว่าง อันนั้นเข้าไปสู่อรูปฌาน..."
หลวงพ่อ: "ไม่ใช่ หมายถึงเวลาเราดูจิตเนี่ย จะได้อรูปแถมมา เราเข้าไปพัก มันเข้าไปเองอ่ะ พอมันเหนื่อยนะ มันจะหลบไปนิ่งสว่าง พอมีแรงแล้วออกมาเดินต่อ อย่าให้มันไปข้างอยู่นานเท่านั้นแหละ ขี้เกียจไม่ยอมเดินปัญญา เท่านั้นแหละ"
ผมกลับมาดูจิตต่อไปอย่างกระท่อนกระแท่น ด้วยใจที่มันยังดิ้นรนหาทางออกอยู่เหมือนเดิม และดูเหมือนจะยิ่งมากกว่าเดิมด้วย เพราะรู้สึกว่า ชักสนใจการทำอรูปฌานขึ้นมา ไปบ้าอรูปฌานอยู่สักพัก ไปบ้าแผนที่วิปัสสนาญานอยู่สักพัก ตอนนี้ค่อยเข้ารูปเข้ารอยแล้ว กลับมาดูจิตต่อไป จริงๆแล้วไม่มีอะไรมากอย่างที่หลวงพ่อบอก ใช้หลัก "ดูลูกเดียว" พอ!
เมื่อเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ก็จะพบความจริงที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ แต่ความลึกซึ้งขึ้นไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ จริงๆแล้วยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งลึกยิ่งโดดเดี่ยว
ตั้งแต่หลังปีใหม่มา จิตผมเข้าสู่ช่วง "ค่ำคืนอันมืดมิด" เป็นคืนเดือนมืดที่ปล่อยภูตผีปีศาจที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในมาแสนนาน มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับ "นรกแตก"
นั่นคือ กิเลสในใจผมที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็น ต่างพากันโผล่ออกมาให้เห็นกันเป็นกองทัพ ผมรู้สึกเหมือนว่า ผมไม่เคยรู้จักตัวตนนี้ของผมเลย มันทำให้ผมเห็นตัวเองใหม่ ว่ามีด้านมืดได้มากมาย
มากมายจนละอายและขยาดกลัว...
ต่อมาเมื่อเจริญสติรู้สึกตัวต่อไป เก็บข้อมูลต่อไป ก็ยิ่งพบว่า ทั้งวันทั้งคืน จิตเราตกไปอยู่ในฝ่ายอกุศลอยู่เรื่อย ขณะแล้วขณะเล่า กิเลสก็เอาไปกิน จนถึงจุดหนึ่งมันเบื่อ เซ็งตัวเอง "แม่ง! มีแต่กิเลส" จิตมันก็เริ่มดิ้นๆๆๆ หาทางว่าจะทำอย่างไร แต่ดูก็เห็นอีกว่า ไอ้การพยายามหาทางทำอะไร นั่นก็ กิเลส! จะหันหน้าไปทางไหน ตัวมันเองก็สร้างทุกข์ ยิ่งดูก็ยิ่งเบื่อ จนถึงจุดหนึ่ง มันเบื่อจนเลิกปฏิบัติไปเลย ผมหนีไปนอน หนีไปเล่นเกม หนีไปเล่นเน็ต อยู่สองสามวัน
เข้าวันที่สี่โชคดีที่เพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัดชวนไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์ เราก็ไปทั้งๆที่ยังรู้สึกขี้เกียจปฏิบัติ คืนก่อนจะไปยังเล่นเน็ตยันตีสองเลยทั้งๆที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า
ผมได้เข้าไปกราบถามท่านตอนก่อนจะกลับและ้เล่าให้ท่านฟังถึงสภาวะจิตที่เกิดขึ้น...
หลวงพ่อ: "ใช้หลักนี้นะ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นน่ะ ดูลูกเดียวเลย มันจะเบื่อก็ช่างมัน มันจะขี้เกียจก็ช่างมัน เบื่อก็รู้ว่าเบื่อ ขี้เกียจก็รู้ว่าขี้เกียจ ไม่เลิกอะ นะอย่าเลิกนะ ดูลูกเดียว"
เอ๋: "แต่มันเห็นเหมือนที่หลวงพ่อบอกด้วยนะครับว่า ธรรมะมันเป็นคู่ และพอเป็นคู่...พอมันจะหนีทางนี้ มันก็จะ (เป็นการ) หนีอยู่ดี มันไม่พ้นเพราะว่ากระบวนการจะหนีนั่นน่ะคือการทุกข์ของมันเอง"
หลวงพ่อ: "ใช่ มันก็ปรุงของมันไปเรื่อยๆ"
เอ๋: "จนมันเบื่อ"
หลวงพ่อ: "เอ่อนะ ให้มันเบื่อไป เบื่อไปน๊า เรารู้สึกมั๊ยเราพยายามหาทางออก... สู้ไป สู้ไปจนสุดฤทธิ์สุดเดชเลย แล้วมันค่อยได้ธรรมะเอง แต่ไม่ใช่เลิกนะ ถ้าเลิกแล้วเสียโอกาส"
...(ผมพล่ามไปเรื่อยอีกสักพัก)...
หลวงพ่อ: "ต้องดูไปเรื่อย ไม่มีทางทำอะไรหรอก แต่ว่าเวลาปฏิบัติ พอใจมันแห้งแล้งมากๆนะ เหน็ดเหนื่อยมากๆ จิตมันต้องทำสมถะ ต้องพัก เพราะจิตก็ต้องพักเหมือนกัน นะ ตอนนี้จิตมันแห้งแล้งไป ทำไมมันเดินแบบแห้งแล้งหล่ะ สุกขวิปัสสกะ มันแบบแห้งแล้งน่ะ (หัวเราะพร้อมกัน) ก็เลือกเดินทางนี้นี่ ก็เดินแบบแห้งแล้งไปเรื่อย ล้มลุกคลุกคลาน แต่มันไปได้เหมือนกัน เหมือนคนเดินทางไกลนะ คนนึงพอตกค่ำก็เจอโรงแรมนอน อาบน้ำกินข้าว นอนสบาย อีกคนนึงนอนอยู่ข้างป่าข้างถนน มันไปถึงเหมือนกันนะ แต่ทุลักทุเลไม่เท่ากัน"
เอ๋: "แล้ววิถีนี้มันเปลี่ยนกันได้มั๊ยครับ หรือว่ามันเป็นของมันเอง"
หลวงพ่อ: "มันเป็นนิสัย... ก็หาทางทำอะไรให้จิตใจได้พักผ่อนบ้าง เช่นอ่านหนังสือธรรมะที่ร่าเริงใจ อ่านพระสูตรบางอันแล้วร่าเริงใจ ได้ความชุ่มชื่นนะ ทำอะไรไม่ไหวจริงๆ ง่ายๆเลย ไปหาอาหารไปเลี้ยงปลา ตามวัดเค้ามีวังมัจฉานะ ซื้ออาหารให้ปลากิน มีความสุข ดูไปจิตใจได้สงบสุข ทำทานแล้วมีความสุข พอให้อาหารไป พอปลาตัวโตๆมาแย่งกินหมดเลยนะ ตัวเล็กไม่ได้กินเลย โทสะเกิดแล้ว วิญญาณยมบาลเข้าิสิง รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม...โมโห โมโหแล้วรู้ว่าโมโห"
ผู้หญิงท่านหนึ่ง: "หลวงพ่อคะ เวลาจิตมันเิดินเองเป็นอัตโนมัติเนี่ย แสดงว่าเราไม่ได้มีการกระทำอะไร"
หลวงพ่อ: "เราไม่ได้ทำนะ"
ผู้หญิงท่านหนึ่ง: "แล้วทำไมมันถึงเหนื่อยได้"
หลวงพ่อ: "ธรรมะมันมีหลายสเต๊ป เราคุยกับคนนี้ ก็ี้ (อย่างหนึ่ง) แต่ถ้ามันอัตโนมัติจริงๆนะมันสบาย ถึงจุดหนึ่งมันต้องการพัก มันก็เข้าไปพักของมันเอง อย่างเราดูจิตอยู่เนี่ย เวลาที่มันต้องการพักนะ มันก็เข้าไปอยู่กับความว่าง มันสว่าง ว่างๆ พักผ่อนนะ พอออกมาจากตรงนั้น ก็ออกมาเจริญสติเจริญปัญญาต่อ มันต้องมีที่พักเหมือนกัน..."
ท่านหันมามองทางผมแล้วบอกว่า
หลวงพ่อ: "มีจิตอยู่สองดวงที่ใช้ทำสมถะ 'อากาสานัญจายตนะจิต' กับ 'อากิญจัญญายตนะจิต' เคยเรียนอภิธรรมหรือเปล่า"
เอ๋: "เคยครับ"
หลวงพ่อ: "เอ่อน๊า มันมีอยู่สองตัว เวลาเราดูจิตไป ถ้าเราดูความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนี่เราเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราต้องการพัก เราก็ให้จิตหยุดอยู่กับความว่าง รู้สึกมั๊ยเวลาหลับตาเนี่ย มีความว่างๆ ไม่มีอะไร ก็เข้าไปอยู่ที่ตรงนั้น"
เอ๋: "คือผมไม่เข้าไปตรงนั้นเพราะว่า รู้สึกว่ามันจะไปหลบ"
หลวงพ่อ: "เออ มันจะไปหลบ มันเป็นที่หลบ มันเป็นที่นอน"
เอ๋: "แต่ก็ไม่เป็นไรใช่มั๊ยครับ"
หลวงพ่อ: "ถ้าทำงานแล้ว มันก็เข้าไปนอน น๊้า ถ้าไม่นอนเลยมันจะเหนื่อย แต่พอนอนมามันจะขี้เกียจ ตอนเีนี่ยจะไม่ยอมออกมา"
...มีคนอื่นเข้ามาพูดคุยกับท่านต่อสักพัก ท่านก็ให้กลับเพราะมีพระมาจากไต้หวันมากราบท่าน เมื่อคนอื่นลากลับไปผมก็ยังนั่งอยู่ต่อ (ใจมันยังไม่เสร็จ)...
หลวงพ่อ: "เอ๋ดีแล้วนะเอ๋ เอ๋ดูไปเรื่อยๆนะ"
เอ๋: "หลวงพ่อครับ ขอถามต่ออีกนิดนึงครับ ...(พูดปะติปะต่อไม่ได้ใจความไปสักพัก ค่อยเข้าเรื่อง)... คือที่หลวงพ่อแนะนำว่า ให้เข้าไปที่... ให้เข้าไปพักที่ความว่าง อันนั้นเข้าไปสู่อรูปฌาน..."
หลวงพ่อ: "ไม่ใช่ หมายถึงเวลาเราดูจิตเนี่ย จะได้อรูปแถมมา เราเข้าไปพัก มันเข้าไปเองอ่ะ พอมันเหนื่อยนะ มันจะหลบไปนิ่งสว่าง พอมีแรงแล้วออกมาเดินต่อ อย่าให้มันไปข้างอยู่นานเท่านั้นแหละ ขี้เกียจไม่ยอมเดินปัญญา เท่านั้นแหละ"
ผมกลับมาดูจิตต่อไปอย่างกระท่อนกระแท่น ด้วยใจที่มันยังดิ้นรนหาทางออกอยู่เหมือนเดิม และดูเหมือนจะยิ่งมากกว่าเดิมด้วย เพราะรู้สึกว่า ชักสนใจการทำอรูปฌานขึ้นมา ไปบ้าอรูปฌานอยู่สักพัก ไปบ้าแผนที่วิปัสสนาญานอยู่สักพัก ตอนนี้ค่อยเข้ารูปเข้ารอยแล้ว กลับมาดูจิตต่อไป จริงๆแล้วไม่มีอะไรมากอย่างที่หลวงพ่อบอก ใช้หลัก "ดูลูกเดียว" พอ!
วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 03, 2006
ใกล้ถึงฝั่ง...การศึกษาในระบบ
วันนี้เก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ครบแล้ว รู้สึกว่าใกล้ฝั่งการสำเร็จการศึกษามากขึ้นอีกนิดนึง ถึงเวลาจะต้องทยอยวิเคราะห์ข้อมูลและผลิตฉบับร่างเพื่อวางเล่มในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
แม้ว่าการจบการศึกษาระดับปริญญาเอก จะเปรียบเสมือนจุดสูงสุดของการศึกษาในระบบ แต่การศึกษาที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้น สำหรับผมแล้วการศึกษาเป็นเครื่องช่วยยกระดับจิตของเรา ให้สามารถรองรับความสลับซับซ้อนของโลกได้มากขึ้นจริงๆ แต่เมื่อจิตพัฒนามาถึงระดับที่ซับซ้อนแล้ว จะต้องใช้มันไปเพื่อเรียนรู้โลกและชีวิต และพัฒนาการศึกษาของตนและชุมชนวิชาการต่อไป
กรณีของผมนั้น ความซับซ้อนของจิตที่ว่าก็คือ "กระบวนการทำใ้ห้เข้ามาสู่ภายใน" (internalization) ของระบบการประเมิน ของวิธีวิทยาในการวิจัย กล่าวคือ สามารถประเมินผ่านระบบหนึ่งๆได้ด้วยตนเอง ซึ่งในกรณีของผมหมายถึง วิธีิวิทยาในการวิจัยที่ผมใช้ในการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีด้วยกัน 4 วิธีวิทยาคือ
1. วิิธีิวิทยาแบบ Subject-Object Interview (SOI) ซึ่งเป็นการประเมินระดับความซับซ้อนทางจิตที่ผมไปเรียนรู้มาจากอเมริกา ผู้ออกแบบวิธีวิทยานี้คือ Prof.Robert Kegan และคณะจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
2. วิธีิวิทยาแบบปรากฎการณ์นิยม (phenomenology) เพื่อศึกษาปรากฎการณ์ส่วนตัวของแต่ละบุคคล ในงานวิจัยนี้ผมศึกษาเรื่องการพัฒนาตนเองของผู้ประกอบการ
3. วิธีิวิทยาแบบ "SOI-Based Focus Group" ซึ่งผมพัฒนาขึ้นมาจาก SOI อีกทีหนึ่ง เพื่อประเมินโครงสร้างทางวัฒนธรรมของกลุ่ม/องค์กร โดยมี "วิถีหลักทางวาทกรรม" (dominant mode of discourse) เป็นหน่วยวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
4. วิธีิวิทยาแบบ Macrosociology ซึ่งผมอาศัยแนวทฤษฎี Ecological-Evolutionary Theory ของ Gerhard Lenski ในการศึกษาระบบสังคมในเชิงมหภาค ซึ่ง Lenski อาศัย Technoeconomic Mode เป็นหน่วยในการแบ่งโครงสร้างระบบสังคม
ผมใช้เวลาถึงเกือบ 3 ปีเพื่อเข้าใจว่า ผมจำเป็นต้องศึกษาวิธีวิทยาอย่างเป็นเอกเทศในแต่ละวิธีิวิทยา เพื่อให้เกิดองค์ความรู้แบบสหวิทยาการ/บูรณาการ
ผมใช้เวลาอีกเืกือบ 2 ปีเพื่อทำให้เกิด "กระบวนการทำให้เข้ามาสู่ภายใน" ของวิธีิวิทยาต่างๆ
แค่นี้ก็แทบจะหมดเวลากับการศึกษาปริญญาเอกแล้ว สำหรับผมเมื่อชัดเจนในวิธีิวิทยาแล้ว การเก็บข้อมูลก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างรัดกุม และสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูลก็เช่นเดียวกัน
จากนี้ต่อไปคือโค้งสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอกของผม
แต่คือโค้งเริ่มต้นของการเรียนรู้โลกนอกปริญญา
แม้ว่าการจบการศึกษาระดับปริญญาเอก จะเปรียบเสมือนจุดสูงสุดของการศึกษาในระบบ แต่การศึกษาที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้น สำหรับผมแล้วการศึกษาเป็นเครื่องช่วยยกระดับจิตของเรา ให้สามารถรองรับความสลับซับซ้อนของโลกได้มากขึ้นจริงๆ แต่เมื่อจิตพัฒนามาถึงระดับที่ซับซ้อนแล้ว จะต้องใช้มันไปเพื่อเรียนรู้โลกและชีวิต และพัฒนาการศึกษาของตนและชุมชนวิชาการต่อไป
กรณีของผมนั้น ความซับซ้อนของจิตที่ว่าก็คือ "กระบวนการทำใ้ห้เข้ามาสู่ภายใน" (internalization) ของระบบการประเมิน ของวิธีวิทยาในการวิจัย กล่าวคือ สามารถประเมินผ่านระบบหนึ่งๆได้ด้วยตนเอง ซึ่งในกรณีของผมหมายถึง วิธีิวิทยาในการวิจัยที่ผมใช้ในการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีด้วยกัน 4 วิธีวิทยาคือ
1. วิิธีิวิทยาแบบ Subject-Object Interview (SOI) ซึ่งเป็นการประเมินระดับความซับซ้อนทางจิตที่ผมไปเรียนรู้มาจากอเมริกา ผู้ออกแบบวิธีวิทยานี้คือ Prof.Robert Kegan และคณะจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
2. วิธีิวิทยาแบบปรากฎการณ์นิยม (phenomenology) เพื่อศึกษาปรากฎการณ์ส่วนตัวของแต่ละบุคคล ในงานวิจัยนี้ผมศึกษาเรื่องการพัฒนาตนเองของผู้ประกอบการ
3. วิธีิวิทยาแบบ "SOI-Based Focus Group" ซึ่งผมพัฒนาขึ้นมาจาก SOI อีกทีหนึ่ง เพื่อประเมินโครงสร้างทางวัฒนธรรมของกลุ่ม/องค์กร โดยมี "วิถีหลักทางวาทกรรม" (dominant mode of discourse) เป็นหน่วยวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
4. วิธีิวิทยาแบบ Macrosociology ซึ่งผมอาศัยแนวทฤษฎี Ecological-Evolutionary Theory ของ Gerhard Lenski ในการศึกษาระบบสังคมในเชิงมหภาค ซึ่ง Lenski อาศัย Technoeconomic Mode เป็นหน่วยในการแบ่งโครงสร้างระบบสังคม
ผมใช้เวลาถึงเกือบ 3 ปีเพื่อเข้าใจว่า ผมจำเป็นต้องศึกษาวิธีวิทยาอย่างเป็นเอกเทศในแต่ละวิธีิวิทยา เพื่อให้เกิดองค์ความรู้แบบสหวิทยาการ/บูรณาการ
ผมใช้เวลาอีกเืกือบ 2 ปีเพื่อทำให้เกิด "กระบวนการทำให้เข้ามาสู่ภายใน" ของวิธีิวิทยาต่างๆ
แค่นี้ก็แทบจะหมดเวลากับการศึกษาปริญญาเอกแล้ว สำหรับผมเมื่อชัดเจนในวิธีิวิทยาแล้ว การเก็บข้อมูลก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างรัดกุม และสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูลก็เช่นเดียวกัน
จากนี้ต่อไปคือโค้งสุดท้ายของการเรียนปริญญาเอกของผม
แต่คือโค้งเริ่มต้นของการเรียนรู้โลกนอกปริญญา
วันอังคาร, ธันวาคม 27, 2005
รำลึกเหตุการณ์สึนามิ
ภาพความทรงจำของเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ที่ถาโถมเข้าใส่ฝั่งทะเลอันดามันยังคงชัดเจนในใจ หนึ่งปีผ่านไปไม่เคยลืมเลือน ขอวาระโอกาสนี้ น้อมกุศลจิตไปสู่ดวงวิญญาณของผู้ที่ลาลับไป ให้เป็นสุข สงบ สันติ ขอน้อมเป็นกำลังใจแด่ผู้ที่ยังชนม์ ผู้เป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก หลาน เพื่อน หรือคนรัก ให้พ้นทุกข์พ้นโศก ประสบกับสุขในปัจจุบันขณะ ขอภาวนาด้วยกรุณาจิต น้อมนำความทุกข์ทั้งปวงผ่านลมหายใจเข้า น้อมนำความสุขผ่านลมหายใจออก แด่ดวงวิญญาณผู้ที่ล่วงลับ และแด่หัวใจผู้สูญเสียคนรัก ผู้บาดเจ็บ ทั้งทางกายและทางใจ
หนึ่งปีผ่านไป แม้ความรู้สึกยังอบอวลอยู่ภายใน ขอให้พ้นผ่านด้วยใจอันตั้งมั่นในปัจจุบัน
หนึ่งปีผ่านไป แม้ความรู้สึกยังอบอวลอยู่ภายใน ขอให้พ้นผ่านด้วยใจอันตั้งมั่นในปัจจุบัน
วันอังคาร, ธันวาคม 20, 2005
Podcast Update
Podcast ของ "ฉันรู้สึกถึงสรรพสิ่ง" ออกอากาศแล้วครับ
การออกอากาศครั้งนี้ผมได้นำบันทึกการ "ส่งการบ้าน" ในการฝึกวิปัสสนา
ที่ผ่านมาของผม ให้กับหลวงพ่อปราโมทย์ได้ "ตรวจการบ้าน" โดยเป็นการเดินทางไปพบหลวงพ่อเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 ที่ผ่านมา เสียงอาจจะฟังรกหูไปหน่อย แต่เนื้อหานั้นไม่รกใจเลยครับ อยากเชิญชวนให้ท่านได้ฟังกระบวนการที่หลวงพ่อได้สอนให้เรารู้จักการดูจิต เห็นความคิด เห็นตัวตน อันเป็นหัวใจของการเจริญวิปัสสนาเพื่อการละสักกายทิฏฐิ เลื่อนระดับจิตไปสู่พระโสดาบัน
การออกอากาศครั้งนี้ผมได้นำบันทึกการ "ส่งการบ้าน" ในการฝึกวิปัสสนา
ที่ผ่านมาของผม ให้กับหลวงพ่อปราโมทย์ได้ "ตรวจการบ้าน" โดยเป็นการเดินทางไปพบหลวงพ่อเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 ที่ผ่านมา เสียงอาจจะฟังรกหูไปหน่อย แต่เนื้อหานั้นไม่รกใจเลยครับ อยากเชิญชวนให้ท่านได้ฟังกระบวนการที่หลวงพ่อได้สอนให้เรารู้จักการดูจิต เห็นความคิด เห็นตัวตน อันเป็นหัวใจของการเจริญวิปัสสนาเพื่อการละสักกายทิฏฐิ เลื่อนระดับจิตไปสู่พระโสดาบัน
เสวนา Integral Transformative Practice
ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังการเสวนาในหัวข้อ "การปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการ (Integral Transformative Practice)" โดยวิทยากร นพ.ธีรเกียรติ เจริญเศรษฐสิน และ พงษธร ตันติฤทธิศักดิ์ ในวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2548 เวลา 09.00น-12.00น ณ ตึก 3 ชั้น 4 ห้อง 405 (นานาชาติ) คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่ประการใด
การปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการ เป็นแนวการปฏิบัติที่อาศัยกรอบแนวคิดแบบบูรณาการของ Ken Wilber โดยการเข้าไปสัมพันธ์กับมิติที่สำคัญๆของมนุษย์ ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ที่เก็บซ่อนในใจ (shadow) จิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ช่วยให้เห็นว่ากรอบบูรณาการของ Ken Wilber สามารถนำไปใช้ปฏิับัิติให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของเราได้อย่างไร
การปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการ เป็นแนวการปฏิบัติที่อาศัยกรอบแนวคิดแบบบูรณาการของ Ken Wilber โดยการเข้าไปสัมพันธ์กับมิติที่สำคัญๆของมนุษย์ ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ที่เก็บซ่อนในใจ (shadow) จิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ช่วยให้เห็นว่ากรอบบูรณาการของ Ken Wilber สามารถนำไปใช้ปฏิับัิติให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของเราได้อย่างไร
วันเสาร์, ธันวาคม 17, 2005
Onopen.com เปิดตัว
"ฉันรู้สึกถึงสรรพสิ่ง" ขอร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดตัวของเวป Onopen.com ซึ่งเป็นการทำงานของอ.ปกป้อง จันทร์วิทย์ และคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมาครับ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเปลี่ยนไปสู่ยุคหลังสมัยใหม่ในเมืองไทยครับ
ผมรู้สึกถึงกระแสคลื่นความคิดที่กำลังถักทอไปสู่ระดับใหม่ครับ cheer cheer!
ผมรู้สึกถึงกระแสคลื่นความคิดที่กำลังถักทอไปสู่ระดับใหม่ครับ cheer cheer!
วันอังคาร, ธันวาคม 13, 2005
เถรวาทกับทางของผู้ไปคนเดียว
เรามักจะได้ยินว่า การเจริญวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐานสี่ เป็นทางของผู้ไปคนเดียว การตีความนัยยะของ "ผู้ไปคนเดียว" โดยมหายานแบบล้าสมัยมองว่า "เป็นความเห็นแก่ตัว" และตั้งชื่อ "เถรวาท" อย่างเหยียดหยามว่าเป็น "หีนยาน" ที่ไม่ขนพาสัตว์ทั้งหลายไปพร้อมกัน เป็นการตีความที่ปราศจากความเข้าใจในเรื่อง "จตุรทัศน์" (The Four Quadrant) ที่มองว่า ความจริงของโลกและจักรวาฬนี้มีสี่มุมมองคือ
1. มุมมองภายในของปัจเจก หรือ ทัศน์ "ฉัน" ("I" perspective)
2. มุมมองภายนอกของปัจเจก หรือ ทัศน์ "มัน" ("It" perspective)
3. มุมมองภายในของกลุ่ม หรือ ทัศน์ "เรา" ("We" perspective)
4. มุมมองภายนอกของกลุ่ม หรือ ทัศน์ "พวกมัน" ("Its" perspective)
หากเราตีความนัยยะของ "ผู้ไปคนเดียว" ในที่นี้ว่าหมายถึง "มุมมองของปัจเจก" เราจะพบว่า ยังไงๆ การเจริญวิปัสสนาก็เป็นทางของคนๆเดียว จะพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ เป็นทางของตน ไม่มีใครจะเดินทางนี้แทนได้ นอกจากฉันจะเป็นผู้เริ่มต้นเดินทางนี้เอง เป็นหนทาง "คนเดียว" หรือ หนทางของ "ปัจเจก" หรือ "พุทธะ" ไม่ใช่หนทางของ "กลุ่ม" หรือ "สังฆะ"
การเจริญภาวนาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นของสายไหน ศาสนาไหน ต่างก็อยู่ในทัศน์ "ฉัน" ซึ่งเป็น "ปัจเจก" ดังนั้นหนทางแห่งการเจริญวิปัสสนาย่อมเป็น ทางของผู้ไปคนเดียว โดยนัยยะนี้เอง เถรวาทที่เข้าใจนัยยะของ "ผู้ไปคนเดียว" อย่างถูกต้องตรงตามตำแหน่งแห่งที่ใน "จตุรทัศน์" ย่อมทำให้ความเป็น "มหายาน" อันมีอยู่แล้วในเถรวาทได้รับการตระหนักถึงอย่างแท้จริง กล่าวคือ เป็นนัยยะบอกทางแก่สัตว์ทั้งหลายว่าให้เริ่มเดินบนทางแห่งการตื่นรู้ด้วยตนเองเถิด
Note: แนวคิดเรื่อง "จตุรทัศน์" นำมาจากทฤษฎีบูรณาการของเคน วิลเบอร์ (Ken Wilber)
1. มุมมองภายในของปัจเจก หรือ ทัศน์ "ฉัน" ("I" perspective)
2. มุมมองภายนอกของปัจเจก หรือ ทัศน์ "มัน" ("It" perspective)
3. มุมมองภายในของกลุ่ม หรือ ทัศน์ "เรา" ("We" perspective)
4. มุมมองภายนอกของกลุ่ม หรือ ทัศน์ "พวกมัน" ("Its" perspective)
หากเราตีความนัยยะของ "ผู้ไปคนเดียว" ในที่นี้ว่าหมายถึง "มุมมองของปัจเจก" เราจะพบว่า ยังไงๆ การเจริญวิปัสสนาก็เป็นทางของคนๆเดียว จะพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ เป็นทางของตน ไม่มีใครจะเดินทางนี้แทนได้ นอกจากฉันจะเป็นผู้เริ่มต้นเดินทางนี้เอง เป็นหนทาง "คนเดียว" หรือ หนทางของ "ปัจเจก" หรือ "พุทธะ" ไม่ใช่หนทางของ "กลุ่ม" หรือ "สังฆะ"
การเจริญภาวนาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นของสายไหน ศาสนาไหน ต่างก็อยู่ในทัศน์ "ฉัน" ซึ่งเป็น "ปัจเจก" ดังนั้นหนทางแห่งการเจริญวิปัสสนาย่อมเป็น ทางของผู้ไปคนเดียว โดยนัยยะนี้เอง เถรวาทที่เข้าใจนัยยะของ "ผู้ไปคนเดียว" อย่างถูกต้องตรงตามตำแหน่งแห่งที่ใน "จตุรทัศน์" ย่อมทำให้ความเป็น "มหายาน" อันมีอยู่แล้วในเถรวาทได้รับการตระหนักถึงอย่างแท้จริง กล่าวคือ เป็นนัยยะบอกทางแก่สัตว์ทั้งหลายว่าให้เริ่มเดินบนทางแห่งการตื่นรู้ด้วยตนเองเถิด
Note: แนวคิดเรื่อง "จตุรทัศน์" นำมาจากทฤษฎีบูรณาการของเคน วิลเบอร์ (Ken Wilber)
วันศุกร์, ธันวาคม 02, 2005
เที่ยวไป ดูจิตไป
สุดสัปดา์ห์นี้ขอพักจากการตรากตรำทำงานวิทยานิพนธ์ ไปพักผ่อนที่ภูเก็ตกับกิ๊กและครอบครัวของกิ๊กสักนิด ไปคราวนี้กิ๊กเขาเตรียมแผนการท่องเที่ยวไว้เยอะเลย ไปดูหาดที่บ้านน้ำเค็ม ที่ตอนนี้กลายเป็นสวนสาธารณะ และเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับรำลึกเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปีที่แล้ว ไปเที่ยวน้ำตก ดำน้ำ ข้ามทะเล ช๊อปปิ้งตามร้านค้าชุมชน แวะกินอาหารร้านอร่อย และอื่นๆอีกมากมาย ตามแผนอันแน่นเอียดของกิ๊กเค้าล่ะ
ก็เป็นอันจะได้ผ่านผู้คน ธรรมชาติและเรื่องราวต่างๆมากมายแน่นอนล่ะครับ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ดูจิต รู้สึกตัว ร่วมไปกับการเที่ยวพักผ่อน เป็นอีกโอกาสของชีวิตที่จะได้ดูจิตต่างไป
ใกล้ปีใหม่นี้ขอให้เพื่อนๆสนุกกับการเที่ยวไป ดูจิตไปนะครับ :)
ก็เป็นอันจะได้ผ่านผู้คน ธรรมชาติและเรื่องราวต่างๆมากมายแน่นอนล่ะครับ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ดูจิต รู้สึกตัว ร่วมไปกับการเที่ยวพักผ่อน เป็นอีกโอกาสของชีวิตที่จะได้ดูจิตต่างไป
ใกล้ปีใหม่นี้ขอให้เพื่อนๆสนุกกับการเที่ยวไป ดูจิตไปนะครับ :)
วันอังคาร, พฤศจิกายน 29, 2005
สุดโต่งสองข้าง
จุดผิดพลาดของการเจริญวิปัสสนามีด้วยกันสองประการคือ
1. สุดโต่งด้านเ่พ่งจ้อง บังคับจิต พยายามฝืนจิตให้อยู่กับที่ หรือแปรเปลี่ยนจิตไปสู่สภาวะที่ต้องการ
2. สุดโต่งด้านปล่อยปละละเลย หลงใหลไปตามกระแสกิเลส จมดิ่งเข้าไปสู่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลก
สุดโต่งด้านบังคับ/พยายาม เป็นการฝืนกระแสธรรมชาติแห่งจิต ซึ่งมีปกติเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ทำให้เราไม่สามารถตระหนักรู้ตามสภาวะจิตที่เป็นจริง เป็นการดักจิตไว้ก่อน เป็นการกำหนดจิตไว้ก่อน ซึ่งลักษณะนี้ตกอยู่ในทิฏฐิพวก "อภิปรัชญา" หรือ "metaphysic" ซึ่งเป็นเชื่อว่ามีสิ่งที่กำหนดจิตมาก่อน (pre-determination) เป็นการคาดการณ์สภาวะจิตเอาไว้ล่วงหน้า
ในขณะที่สุดโต่งด้านหลงใหล/จมดิ่ง เป็นการลอยไปตามกระแสแห่งโลกธรรม เข้าไปสู่โลกของความคิดนึกปรุงแต่ง ไปอยู่กับเรื่องราว เนื้อหา จนไม่สามารถแยกการตระหนักรู้ออกมาได้ เสมือนดูหนังแล้วเข้าไปเป็นตัวละครในนั้น ไม่สามารถตระหนักได้ว่า เราเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่นอกจอ
การแก้ไขข้อผิดพลาดของการภาวนาทั้งสอง มิได้อยู่ที่การพยายามจะทำให้ถูก เพราะนั่นก็จะตกไปสู่สุดโต่งด้านแรกอีกเช่นเดิม แต่ก็มิได้อยู่ที่การปล่อยเลยตามเลย เพราะนั่นก็จะตกไปสู่สุดโต่งด้านที่สอง แต่เป็นการตามรู้ว่าจิตขณะนี้กำลังตกไปอยู่ในสุดโต่งฝ่ายใด การตามรู้ว่าตอนนี้กำลังบังคับจิต การตามรู้ว่าตอนนี้กำลังหลงใหลตามกิเลส
การตามรู้ในสิ่งที่ผิด มันจะถูกของมันเอง เปรียบเหมือนการขี่จักรยาน ที่รู้ว่าการล้มทางซ้าย การล้มทางขวาเป็นอย่างไร เมื่อรู้ล้มก็จะรู้ว่าขี่ไม่ให้ล้มเป็นอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญในการเจริญวิปัสสนาคือ การตามรู้ในสองสุดโต่งเป็นเบื้องต้น และผลแห่งการตามรู้ที่ถูกต้องจะบังเกิดขึ้นเป็นเบื้องปลายของมันเอง
1. สุดโต่งด้านเ่พ่งจ้อง บังคับจิต พยายามฝืนจิตให้อยู่กับที่ หรือแปรเปลี่ยนจิตไปสู่สภาวะที่ต้องการ
2. สุดโต่งด้านปล่อยปละละเลย หลงใหลไปตามกระแสกิเลส จมดิ่งเข้าไปสู่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลก
สุดโต่งด้านบังคับ/พยายาม เป็นการฝืนกระแสธรรมชาติแห่งจิต ซึ่งมีปกติเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ทำให้เราไม่สามารถตระหนักรู้ตามสภาวะจิตที่เป็นจริง เป็นการดักจิตไว้ก่อน เป็นการกำหนดจิตไว้ก่อน ซึ่งลักษณะนี้ตกอยู่ในทิฏฐิพวก "อภิปรัชญา" หรือ "metaphysic" ซึ่งเป็นเชื่อว่ามีสิ่งที่กำหนดจิตมาก่อน (pre-determination) เป็นการคาดการณ์สภาวะจิตเอาไว้ล่วงหน้า
ในขณะที่สุดโต่งด้านหลงใหล/จมดิ่ง เป็นการลอยไปตามกระแสแห่งโลกธรรม เข้าไปสู่โลกของความคิดนึกปรุงแต่ง ไปอยู่กับเรื่องราว เนื้อหา จนไม่สามารถแยกการตระหนักรู้ออกมาได้ เสมือนดูหนังแล้วเข้าไปเป็นตัวละครในนั้น ไม่สามารถตระหนักได้ว่า เราเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่นอกจอ
การแก้ไขข้อผิดพลาดของการภาวนาทั้งสอง มิได้อยู่ที่การพยายามจะทำให้ถูก เพราะนั่นก็จะตกไปสู่สุดโต่งด้านแรกอีกเช่นเดิม แต่ก็มิได้อยู่ที่การปล่อยเลยตามเลย เพราะนั่นก็จะตกไปสู่สุดโต่งด้านที่สอง แต่เป็นการตามรู้ว่าจิตขณะนี้กำลังตกไปอยู่ในสุดโต่งฝ่ายใด การตามรู้ว่าตอนนี้กำลังบังคับจิต การตามรู้ว่าตอนนี้กำลังหลงใหลตามกิเลส
การตามรู้ในสิ่งที่ผิด มันจะถูกของมันเอง เปรียบเหมือนการขี่จักรยาน ที่รู้ว่าการล้มทางซ้าย การล้มทางขวาเป็นอย่างไร เมื่อรู้ล้มก็จะรู้ว่าขี่ไม่ให้ล้มเป็นอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญในการเจริญวิปัสสนาคือ การตามรู้ในสองสุดโต่งเป็นเบื้องต้น และผลแห่งการตามรู้ที่ถูกต้องจะบังเกิดขึ้นเป็นเบื้องปลายของมันเอง
วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 24, 2005
ความรู้สึกตัว
เมื่อกายดำรงอยู่อย่างไร ก็รู้ตามอย่างนั้น เมื่อกายเคลื่อนไหวอย่างไร ก็ตามรู้อย่างนั้น
เมื่อจิตมีราคะเกิดขึ้น ก็รู้ตามนั้น เมื่อจิตมีโทสะเกิดขึ้น ก็รู้ตามนั้น เมื่อจิตมีโมหะเกิดขึ้น ก็รู้ตามนั้น
จิตที่รู้ตาม คือจิตที่ "รู้สึกตัว" การเจริญวิปัสสนาไม่มีอะไรมากไปกว่าการตามรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป
และเมื่อจิตที่รู้สึกตัวเกิดขึ้นแ้ล้ว ก็รู้ตามนั้นอีก เมื่อจิตเผลอเกิดขึ้น (จิตหลงเข้าไปตามราคะ โทสะ โมหะ) ก็รู้ตามเช่นกัน
ทั้งกาย ทั้งจิตเผลอ ทั้งจิตที่รู้สึกตัว ต่างก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดูเหมือนๆกัน ไม่มีการให้ค่าหรือน้ำหนักไปกับสิ่งถูกรู้บางอย่างมากกว่าบางอย่าง ภาวะแห่งการเสมอกัน หรือสมานัตตตา หรือภาวะแห่งความเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสอง หรือจิตหนึ่ง ก็บังเกิดขึ้นเป็นปกติ เมื่อนั้นความพ้นจากทุกข์ของโลกก็จะบังเกิดขึ้น เมื่อจิตเป็นหนึ่งไม่เป็นสองกับสรรพสิ่งรอบข้าง การดำรงอยู่ในโลกก็จะเป็นปกติสุข ร่วมกระทำกับโลกอย่างไร้การติดยึด เป็นเพียงกิริยาอันสอดประสานไปกับโลกและจักรวาฬ
เมื่อจิตมีราคะเกิดขึ้น ก็รู้ตามนั้น เมื่อจิตมีโทสะเกิดขึ้น ก็รู้ตามนั้น เมื่อจิตมีโมหะเกิดขึ้น ก็รู้ตามนั้น
จิตที่รู้ตาม คือจิตที่ "รู้สึกตัว" การเจริญวิปัสสนาไม่มีอะไรมากไปกว่าการตามรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป
และเมื่อจิตที่รู้สึกตัวเกิดขึ้นแ้ล้ว ก็รู้ตามนั้นอีก เมื่อจิตเผลอเกิดขึ้น (จิตหลงเข้าไปตามราคะ โทสะ โมหะ) ก็รู้ตามเช่นกัน
ทั้งกาย ทั้งจิตเผลอ ทั้งจิตที่รู้สึกตัว ต่างก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดูเหมือนๆกัน ไม่มีการให้ค่าหรือน้ำหนักไปกับสิ่งถูกรู้บางอย่างมากกว่าบางอย่าง ภาวะแห่งการเสมอกัน หรือสมานัตตตา หรือภาวะแห่งความเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสอง หรือจิตหนึ่ง ก็บังเกิดขึ้นเป็นปกติ เมื่อนั้นความพ้นจากทุกข์ของโลกก็จะบังเกิดขึ้น เมื่อจิตเป็นหนึ่งไม่เป็นสองกับสรรพสิ่งรอบข้าง การดำรงอยู่ในโลกก็จะเป็นปกติสุข ร่วมกระทำกับโลกอย่างไร้การติดยึด เป็นเพียงกิริยาอันสอดประสานไปกับโลกและจักรวาฬ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)